SF-Necklace [WonChul] part3 END

posted on 13 May 2011 21:10 by mukkymukky13  in SF

Title: Necklace Part 3 END

Paring : Siwon x Heechul

Author: mukkymukky13

Author Note: สามชาติกว่าแล้วมั้ง ... - - กว่าจะอัพ ขออภัยที่ทำให้รอนานมากๆ ขออภัยจริงๆค่ะ ถ้าทำให้งงก็ขออภัยจริงๆนะคะ แบบนี้แหละแต่งแบบไม่ได้วางพลอต ต่อยากจบยากมากๆค่ะ

 

ไปอ่านกันเต๊อะ!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากวางสายจากฮันคยอง ชีวอนรู้สึกเหนื่อยและเมื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูกจึงรีบไปอาบน้ำแล้วเข้านอนในเวลาเจ็ดโมงกว่าๆ..

 

 

 

 

แสงสีขาวลอดผ่านดวงตาของชายหนุ่มที่กำลังหลับใหล สว่างเสียจนชีวอนอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นยกมือป้องหน้า เขาลุกขึ้นจากเตียง มองไปยังต้นทางของแสง เงาของหญิงผู้หนึ่งอยู่ตรงปลายแสงนั้น ชีวอนลุกเดินไปหาเจ้าของเงานั้นด้วยความสงสัย เมื่อถึงจุดหมายเขาก็ต้องตกใจ อึ้งค้างตะลึงงันไปชั่วครู่..

 

 

“ค...คุณ..คุณแม่ คุณแม่ของฮีชอล”

 

 

หญิงสาวผู้นั้นหันหน้ามายิ้มให้กับชีวอน ใบหน้าสวยคมและหุ่นทรงที่ยังคงอ้อนแอ้นราวสาววัยแรกแย้ม ใบหน้าปรากฏ รอยยิ้มอบอุ่นของความเป็นแม่ ในใจชีวอนรู้สึกผิดต่อหญิงตรงหน้าทันทีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เขากระทำลงไป หญิงผู้นั้นยกมือขึ้นแตะอกซ้ายของชายหนุ่มก่อนเอ่ยขึ้น

 

 

“ชีวอน ลูก...แม่ฝากดูแลฮีชอลด้วยนะ ขอบคุณมากๆที่ส่งสร้อยเส้นนั้นให้กับฮีชอลตามที่แม่ขอไว้”

 

“คุณแม่ คุณแม่ผมขอโทษ ผม..”

 

“ไม่เป็นไรลูก แม่ให้อภัย ต่อจากนี้ลูกต้องดูแลฮีชอลแทนแม่นะ”

 

“หมายความว่ายังไงครับคุณแม่? คุณแม่จะไปไหน”

 

“ฝากฮีชอลด้วยนะลูก ฝากฮีชอลด้วย...”

           

            “เดี๋ยวครับคุณแม่ คุณแม่!!”

 

           

            น้ำตาหญิงสาวไหลออกจากดวงตา พร้อมกับที่กองเพลิงที่ลุกไหม้ร่างของเธอ ไม่นานนักร่างหญิงผู้นั้นก็กลายเป็นกองเถ้า ปลิวหายไปกับสายลม ชีวอนช็อค อึ้ง น้ำตาไหลออกทั้งจากดวงตาสองข้าง ตัวสั่นริกด้วยความกลัวและตกใจ

 

 

 

บ่ายสามโมง...

 

            “คุณแม่..คุณแม่ฮีชอล..คุณแม่ ..คุณแม่!!!!!!!!”

 

 

 

            “ชีวอน!! ชีวอน ชีวอนนายเป็นอะไรเนี่ย ฝันร้ายเหรอ”

 

            “ฮ..ฮี..ฮีชอล แม่ แม่..”

 

            “อะไร..แม่อะไร แม่ใคร ทำไม ใจเย็นๆสิชีวอน ฝันร้ายเหรอ”

 

            “..อะ..เปล่า ไม่ได้ฝันร้าย ...คุณแม่ คุณแม่นาย”

 

            “คุณแม่ชั้น? คุณแม่ชั้นอยู่อเมริกานี่ ทำไมเหรอ”

 

            “อเมริกา...”

 

 

 

            ชีวอนรีบลุกขึ้นจากเตียงแล้ววิ่งไปโทรศัพท์ต่อสายหาคุณพ่อของเขาที่ต่างประเทศทันที

 

 

            ไม่นานนักเขาก็กลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก มือขวากำหมัดแน่นสั่นริก

 

 

           

            “ชีวอน ไปไหนมา”

 

            “ฮีชอล ฟังนะ คือคุณแม่นาย...”

 

            “คุณแม่ชั้นทำไมหรอ”

 

            “ไฟไหม้ เกิดเหตุไฟไหม้ที่บ้านพักที่แม่นายพักอยู่ เหตุเกิดตอนกลางคืนที่นั่น ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี่ ทุกคนหลับไปหมดแล้ว ไม่มีใครรอด...”

 

            “ม..หมายความว่า..คุณแม่....”

 

            “ชั้นเสียใจด้วยนะฮีชอล เสียใจด้วยจริงๆ” ดวงตาทั้งสองคู่รื้นด้วยน้ำตา ดวงใจของฮีชอลแหลกสลายเมื่อทราบข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับแม่ของตน ชีวอนเองก็ผูกพันกับแม่ของฮีชอลไม่น้อย แม่ของฮีชอลเลี้ยงดูและดูแลเขาเปรียบเสมือนลูกแท้ๆอีกคน ทั้งๆที่เขาเป็นเพียงเพื่อนของลูก ทั้งสองกอดกันร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้งไม่มีให้ไหลออกมาอีก........

 

 

 

 

           

 

 

            “ชั้นจะไปโทรหาฮัน เดี๋ยวมานะ”

 

            “อืม”

 

 

 

            ฮีชอล ชั้นขอโทษนะ แต่เรื่องสร้อยนั่นชั้นคงไม่บอกนายหรอกว่าเป็นของแม่นาย...ชั้นจะยกให้นายเลยแล้วกันนะ...อย่าทำหายล่ะ

 

 

 

            “ฮัลโหล..ฮัน อยู่ไหนน่ะ”

           

            (ฮีชอลเหรอ ชั้นอยู่บ้าน คิดถึงแทบแย่ อาการป่วยเป็นไงบ้างคนดี)

 

            “อ๋อ ดีขึ้นแล้วล่ะ เออฮัน ชั้นมีธุระนิดหน่อย คงยังไม่กลับบ้านเร็วๆนี้นะ”

 

            (อ่อ...อย่างนั้นเหรอ อืมๆไม่เป็นไร จะรอนะครับ)

 

            “จ้ะ แค่นี้นะ”

 

            (คร้าบบบ)

 

 

 

            มีธุระหรือติดไอ้ชีวอนมันนะ.....

 

 

 

 

... 

 

            ภายในบ้านของชีวอน หลังจากที่ทั้งสองทราบเรื่องเศร้าแล้วทั้งสองแทบไม่ได้คุยกันเลยเป็นเวลาหลายวัน ฮีชอลเดินทางไปยังอเมริกาเพื่อรับศพของคุณแม่มาทำพิธีที่เกาหลี ฮีชอลยังคงโศกเศร้าเสียใจรองไห้ทุกวันทุกคืนจนร่างกายอิดโรย ชีวอนเองแม้จะเป็นห่วงแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักนอกจากจะทำกับข้าวให้กิน ส่วนฮันคยองเองก็งานรัดตัวจนไม่สามารถมาเยี่ยมเพื่อนกับคนรักได้เลย ทำให้จิตใจเขากระวนกระวายมาก

 

 

            กลางวันของวันหนึ่งขณะที่ฮีชอลออกไปทำธุระข้างนอก ชีวอนนั่งเหม่อลอยอยู่เพียงคนเดียวบนโซฟาสีอ่อนในบ้าน .... สมองที่ว่างเปล่าเพราะความเศร้าเริ่มถูกเติมด้วยความคิดและภาพความทรงจำเก่าๆ

 

 

 

            “ชีวอนลูก สร้อยเส้นนี้เป็นยังไงบ้าง สวยมากเลยใช่มั้ย”

 

            “สวยมากๆเลยครับคุณแม่ ของคุณแม่เหรอครับ”

 

            “ใช่ แม่สั่งทำกะจะให้เจ้าฮีชอลเป็นของขวัญวันเกิดน่ะ แต่แม่ว่ามันเหมือนของผู้หญิงมากไปหน่อย แม่ไม่กล้าให้เลย หลายปีมาแล้วล่ะ”

           

            “โถ่แม่ครับ แค่แม่เป็นคนให้ผมว่าฮีชอลต้องดีใจมากๆอยู่แล้วล่ะครับ”

 

            “อย่างนั้นเหรอ งั้นแม่ฝากชีวอนเอาไปให้ฮีชอลหน่อยได้มั้ยลูก”

 

            “เอางั้นเหรอครับแม่”

 

            “จ้า ฝากด้วยนะ อ้ะ”

 

 

 

            ..... “คุณแม่..”

 

 

 

            ชายหนุ่มสะบัดหัวให้ภาพเหล่านั้นหายออกไปก่อนที่เขาจะร้องไห้ เขารู้สึกเสียใจมาก ไม่มีแม้โอกาสพูดคำลา ไม่มีแม้อ้อมกอดสุดท้าย.. แต่ความเงียบก็พาลทำให้เขานึกถึงเรื่องเก่าๆอีกครั้ง..

 

 

 

            “เฮ้ยยยยยยยย สองคนนั้นอ่ะจะสวีตไปถึงไหนกันห๊ะ มาเล่นบาสกันเถอะ เร็วๆๆๆๆ”

 

            “ไม่เอาอ่ะชั้นเล่นไม่เป็น”

 

            “โถ่ฮีชอล ง่ายๆเองน่า มาๆเดี๋ยวชั้นสอนให้”

            “อย่าเลยชีวอน ฮีชอลไม่ค่อยสบายนะ”

 

            “งั้นนายก็มาเล่นเป็นเพื่อนชั้นหน่อยซี่ฮัน นั่งดูชั้นเฉยๆมันจะไปสนุกตรงไหนล่ะ”

           

            “เล่นไปก็แพ้น่า ชั้นแก่แล้วนะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

 

            “โถ่ พวกนายนี่น่าเบื่อชิงชิงเลย เชอะๆ เล่นคนเดียวก็ได้วุ้ย”

 

            “โถ่ รุ่นน้องรุ่นพี่เล่นกับนายก็ออกจะเยอะนะ ทำมาเป็นงอน ฮ่าๆๆๆๆ”

 

            “นายไม่เป็นชั้นนายไม่รู้หรอกฮีชอล เล่นแต่กับคนเดิมๆแล้วก็ชนะทุกตามันก็น่าเบื่อเหมือนกันนา”

 

            “ใครมันจะไปเทพเหมือนมึงวะฮะไอ้หล่อ!” เสียงตะโกนแซวลอยมาจากกลางสนามพร้อมๆกับลูกบาสที่ลอยละลิ่วมากระแทกหัวน้อยๆของพ่อคนหล่อที่อวดเก่งเสียงดังอยู่ริมสนาม ทำเอาเจ้าตัวนั้นเจ็บไม่เบา

 

            “แพร่มอยู่นั่นแหละกลับมาเล่นได้แล้ว”

 

            “คร้าบบบรุ่นพี่ ไปก่อนนะ อย่าสวีตกันบ่อยนะเว้ยเห็นแล้วหมั่นไส้ ฮ่าๆๆๆๆ” ว่าแล้วก็ฟาดเพียะเบาๆเข้าที่หัวทุยๆของเพื่อนรักที่ชื่อฮันคยองก่อนจะวิ่งกลับไปเล่นบาสต่อกับรุ่นพี่

 

 

            ชั้นหมั่นไส้จริงๆนะ ทั้งหมั่นไส้ ทั้งอิจฉา.... เกลียด.....

 

           

            “เกลียด.....”

           

 

 

            “ชีวอน....”

 

 

            เสียงเรียกจากประตูหน้าบ้านทำเอาชีวอนสะดุ้งหลุดออกจากห้วงความคิดในทันที เขาคงไม่ทันสังเกตว่ามือทั้งสองของเขานั้นกำแน่นจนเส้นเลือดขึ้น เหงื่อกาฬไหลพราก คิ้วขมวดแน่น ...

 

 

            “อ้าวฮีชอล กลับมาแล้วเหรอ หิวหรือยัง”

 

            “เป็นอะไรเหรอ หน้าเครียดเชียว”

 

            “อ่ะ..อ๋อ เปล่าๆ อากาศมันร้อนน่ะ แหะๆ” ชีวอนรีบคลายมือทำท่าโบกพัด แสร้งยิ้มปกปิดอาการ

 

            “อ๋อ....อื้ม ..ชีวอน คือ...” คำพูดของชายหน้าสวยจู่ๆก็ชะงัก ดวงตาหลบคนตรงหน้าไปทางอื่น

 

            “หืม?”

 

            “ชีวอน ชั้นขอโทษ”

 

            “อะไรเหรอ?”

           

“สร้อยนาย .. ชั้นทำมันหาย”

 

“หา!!! นายรู้มั้ยมันสำคัญขนาดไหนน่ะ????” ชีวอนตะโกนเสียงดังอีกครั้งด้วยความโกรธ ทั้งความโกรธที่ค้างจากเมื่อสักครู่และเรื่องสร้อยหาย

 

“ช..ชั้นไม่รู้ ชั้นขอโทษ” ฮีชอลสะดุ้งตกใจถอยเซไปหนึ่งก้าว ไหล่บางสั่นริก

 

“นายต้องชดใช้นะฮีชอล”

 

“ช..ชั้นไม่มีเงิน”

 

“ชั้นไม่ต้องการเงิน” ร่างสูงพูดเสียงเย็น

 

“ช...ชีวอน…”

 

“แค่ตัวนายก็พอ”

 

“แต่..ฮันคยอง..”

 

“ไปเลิกกับมันซะ... ไม่งั้นนายจะต้องชดใช้เงินจำนวนมหาศาล”

 

 

           

น้ำตาของฮีชอลไหลออกมาอีกครั้ง เขาวิ่งขึ้นไปบนชั้นสอง ปิดประตูห้องดังปัง..

 

 

 

ชีวอนนึกโกรธตัวเองที่พูดอะไรแบบนั้นออกไป...ทั้งๆที่สร้อยนั่นก็ไม่ใช่ของเขา...มันเป็นของฮีชอลตั้งแต่แรก แต่เพราะห้วงความคิดบ้าๆนั่น...ทำให้เขาหลุดพูดอะไรแบบนั้นออกไป..

 

 

 

แย่..ชีวอน...แกมันแย่

 

คุณแม่บอกให้แกดูแลฮีชอลนะ ไม่ได้ให้ทำร้าย....

 

เลวจริงๆชีวอน แกมัน..เลวจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

“เมื่อไหร่ฮีชอลจะกลับมาเนี่ยให้ตายสิ วันนี้มันวันครบรอบแท้ๆเลย งอนนนนนนนนน”

 

“บ่นอะไรวะฮัน งอนสุดที่รักเหรอ ฮ่าๆๆๆๆๆ”

 

“เออสิ เนี่ยหายไปหลายวันแล้ว ชั้นเองก็งานยุ่งไม่ได้ติดต่อไปเลย แต่เขาเองก็น่าติดต่อมาหาชั้นบ้างสิไอ้คยูแกคิดดู ธุระอะไรจะหายไปได้นานขนาดนี้ ไอ้ชีวอนก็สัญญาแล้วแท้ๆว่าจะส่งกลับมาให้ทันวันครบรอบ งอนทั้งคู่เลย” ปากบ่นแต่มือยังเขียนงานยิกๆ ฮันคยองพ่อวิศวกรหนุ่ม ดูท่าทางอนาคตจะไปได้ไกล

 

“ไอ้ชีวอนเหรอ แกไว้ใจไอ้ชีวอนเหรอครับไอ้ฮัน”

 

“เอ้า เพื่อนกันนะเว้ย”

 

“แต่ชีวอนมันไม่ได้คิดแบบนั้น”

 

“ยังไงวะ”

 

“มันรักแฟนมมึงมึงไม่รู้หรือไง”

 

ไอ้นี่ขึ้นกูมึง ที่ทำงานแท้ๆ ...

 

 “รู้ แล้วไงวะ กูไว้ใจ”

 

เอาบ้างสิ...

           

            “มึงคิดตื้นไปจริงๆฮัน ระวังเหอะมึงจะเสียใจ”

 

 

ตรู๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด..

 

 

            “เสียงริงโทนมึงคลาสสิกมาก เข้ากับไอโฟนมึงสุดๆ”

 

            “เรื่องของกูน่า” ฮันคยองหยิบโทรศัพท์ของตนขึ้นมาก่อนจะยิ้มแป้นด้วยความดีใจ


            “ไอ้คยูๆๆๆๆ ฮีชอลโทรมาแล้วๆๆๆ”

 

            “รับสิเดี๋ยวเขาก็วางก่อนหรอก”

 

            “เออๆเดี๋ยวมา”

 

 

 

            “ฮัลโหลฮีชอล หายไปไหนมาตั้งนาน คิดถึงนะรู้มั้ย”

 

            (อื้ม ชั้นก็คิดถึงฮันนะ)

 

            “นายอยู่ไหน ชั้นอยากเจอนาย”

 

            (ใจเย็นๆสิ กำลังจะนัดพอดีเลย คืนนี้เจอกันที่เดิมนะ)

 

            “ที่ไหน”

 

            (ที่ๆนายบอกรักชั้นไง....)

 

            “อ..อ๋อ..ได้ๆ กี่ทุ่มๆ”

 

            (สองทุ่มเจอกันนะ แค่นี้ก่อนนะชั้นต้องรีบไปธุระ)

 

            “ครับผม!!”

 

 

            อีกฝั่งวางสายไปแล้ว แต่ฮันคยองยังไม่วาง เขายังคงยืนยิ้มอยู่พร้อมกับไอโฟนที่แนบหู ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ยิ้มจนแก้มแตก ยิ้มจนเหี่ยว...           -พี่ฮันตบมุกเย่-

 

 

 

            “มาแล้วๆ”

 

            “เออฮีชอลว่าไง”

 

            “เขานัดเจอกูแล้ววววววววว คืนนี้สองทุ่ม เอิ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

 

            “ดูจะมีความสุขมากนะ ขอให้มีความสุขสนุกสนานในคืนวันครบรอบเว้ยเพื่อน”

 

            “เออๆขอบคุณมาก ทำงานกันเถอะ!”

           

            “โอเค!”

 

 

 

 

.....

 

 

 

 

            “จะไปไหนน่ะฮีชอล” ชีวอนถามร่างบางที่กำลังจะออกจากบ้านไปด้วยชุดสีดำทั้งชุด ตั้งแต่วันนั้นเขายังไม่ได้ขอโทษฮีชอลเลย เขาไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

           

            “จะไปเยี่ยมคุณแม่แล้วจะไปธุระต่อนิดหน่อย ไปนะ” ร่างบางพูดจบแล้วรีบออกจากบ้านไปทันทีโดยไม่รอฟังคำตอบหรือคำพูดใดๆที่อาจจะหลุดออกมาจากปากเพื่อนรักเลย

 

            “ฮีชอล...ชั้นขอโทษ....” ชีวอนเอ่ยเสียงแผ่วตามร่างบางที่เดินออกจากรั้วบ้านไป ในใจคิดว่าฮีชอลคงจะไปหาฮันคยอง เพราะวันนี้เป็นวันครบรอบของพวกเขา ยิ่งคิดแบบนั้นชีวอนยิ่งเจ็บหัวใจมากอย่างไม่สามารถบรรยายได้....

 

 

 

 

.....

 

 

            สุสาน.. สถานที่ของคนตาย สถานที่ของร่างที่ไร้วิญญาณ บรรยากาศเงียบเหงาและแสนวังเวง ปรอยฝนตกลงกระทบผืนดิน ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนสวดภาวนาอยู่หน้าหลุมศพหลุมหนึ่ง ไหล่บางสั่นริกด้วยความหนาวแม้จะใส่ทั้งเสื้อกันหนาวและเสื้อคลุมกันฝน เครื่องแต่งกายทั้งชุดเป็นสีดำเพื่อไว้อาลัยให้ผู้เป็นแม่ที่เพิ่งจากไป... เจ้าของร่างใต้ผืนดินที่เขากำลังยืนอยู่..

 

 

            “คุณแม่ครับ ฮีชอลนะครับ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมยังไม่ได้คุยกับชีวอนดีๆ... คุณแม่.. ผมจะทำยังไงดีครับ.. ชีวอนรักผม ฮันคยองรักผม ...ผมรักฮันคยอง แต่..ผมก็รักชีวอน .. แม่ครับผมจะทำยังไงดี ...สร้อยเส้นนั้น เส้นที่ชีวอนให้มา ผมจะบอกเขายังไงดีว่าผมเอามาฝังไว้กับคุณแม่.. คุณแม่ครับผมจะต้องเลิกกับฮันคยองจริงๆใช่มั้ย ..ผมแค่อยากใช้สร้อยเส้นนั้นเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ผมจะให้กับคุณแม่ .. ผมจะบอกเขายังไงดี .. ผมจะต้องเสียฮันคยองไปใช่ไหมครับ.. ไม่สิ.. ผมไม่เหมาะกับเขา ผมไม่บริสุทธิ์แล้วครับแม่.. ผมสับสนไปหมดแล้วครับคุณแม่ ..ฮึก ผมจะต้องบอกลาฮันคยองจริงๆสินะ ผมไม่อยากทำร้ายเขา ถ้าเขารู้ความจริงทั้งหมดเขาต้องเกลียดผมมากแน่ๆ แม่ครับ.. วันนี้เป็นวันที่ 13 แล้วที่แม่จากผมไป .. มันเป็นวันครบรอบคบกันของผมกับฮันคยองด้วย แม่ครับ ..”

 

 

 

“ผมตัดสินใจแล้วนะครับ...”

 

 

            ร่างบางหยุดคำพูด สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดและปล่อยออกมา มือเรียวปาดน้ำตาออกจากแก้มใส

 

 

“ผมจะเลิกกับฮันคยองครับแม่.. เพื่อฮันคยอง.. และผมจะมาอยู่กับชีวอนครับ เพื่อไถ่บาปที่ผมทำกับเขา ทุกๆเรื่องที่ผมทำ ผมจะชดใช้ด้วยสิ่งที่เขาต้องการ ...แม่ครับ ผมรักแม่นะครับ ผมจะดูแลตัวเอง แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ แล้วผมจะมาเยี่ยมอีกนะครับ”

 

 

น้ำอุ่นใสไหลออกมาอีกครั้งอย่างเงียบๆ ร่างบางก้มเคารพหลุมศพครั้งสุดท้ายก่อนจากไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

19.56 น. ....

 

 

 

ฮันคยอง ชายหนุ่มผู้ที่กำลังมีความสุขอย่างมากมายจนล้นปริ่ม สีหน้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขากำลังมีความสุขมาก จนคนเดินผ่านไปผ่านมาแอบนึกว่าเขาเป็นคนบ้าหรืออย่างไร ยืนยิ้มมองนาฬิกาสลับกับมองคนเดินผ่านไปมาแล้วส่งยิ้มให้ ก็จะไม่ให้เขามีความสุขได้อย่างไร วันนี้เป็นทั้งวันครบรอบการคบกันของเขากับคนรัก และเป็นวันที่เขาจะได้เห็นหน้าคนรักเป็นครั้งแรกหลังจากไม่ได้เจอกันนานร่วมเดือน

 

 

19.58 น. ....

 

“ฮีชอลอ่า.. จะถึงเวลานัดแล้วนะ เราจะได้เจอกันแล้ววววว” น้ำเสียงตื่นเต้นกว่าการเจอกันครั้งไหนๆ เขามั่นใจว่า 20.00 น. เวลานัดที่ฮีชอลบอกไว้เขาจะต้องได้เจอกับฮีชอลแน่นอน เพราะฮีชอลนั้นเป็นคนตรงเวลามาก ยิ่งใกล้เวลาฮันคยองยิ่งตื่นเต้นจนตัวสั่น สายฝนเริ่มตกหนักขึ้นจนแอบกังวลใจว่าคนรักของเขาจะต้องเปียกฝนจนไม่สบายหรือเปล่า

 

 

19.59 น. ...

 

โอ๊ย ตื่นเต้นนนนนนนนนนนนนนนนนนนน .. ชายหนุ่มคงอยากตะโกนออกมาใจแทบขาดแต่เกรงผู้คนจะตกใจหาว่าเขาเสียสติไปแล้วเสียก่อน จึงได้แต่เก็บความตื่นเต้นไว้ในใจ

 

 

20.00 น. ...

 

ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเองอีกครั้ง .. ถึงเวลานัดแล้ว เขาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อรวบรวมสติ เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้งแล้วลืมตา ...

 

 

 

            “ฮีชอล..”

 

            “ฮัน....”

 

            “ฮีชอล คิดถึงนะ” คำสั้นๆแต่มีความหมาย ชายหนุ่มโผเข้ากอดคนรักทันทีด้วยความคิดถึงที่ล้นอก ฮีชอลยกสองแขนขึ้นกอดฮันคยองแน่น... เขารู้ดี ว่าการกอดครั้งนี้ คือครั้งสุดท้าย...

 

            “ชั้นก็คิดถึงฮันเหมือนกันนะ” ..กลั้นสุดใจ กลั้นไม่ให้น้ำเสียงสั่น กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล.. กลั้นความเสียใจ ไม่ให้แสดงออกมา...

 

            “ฮีชอล.. ผอมลงหรือเปล่า นายมีเรื่องไม่สบายใจเหรอ ทำไมดูไม่ค่อยสดใสเลย ชีวอนดูแลนายไม่ดีเหรอ? หนอย เดี๋ยวก่อนเถอะ ชั้นจะไปจัดการเจ้านั่น.. ทำไม..” ฮันคยองยิงคำถามรัวเป็นชุดๆใส่ฮีชอลหลังจากผละจากอ้อมกอด พอได้สังเกตสีหน้าคนรักดูดีๆแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้

 

            “ฮันหยุดเถอะ..” คนหน้าหวานตัดบทคนรักเสียงเรียบ “ชั้นหายป่วยได้เพราะชีวอนดูแลชั้นดีมาก อย่าไปโทษชีวอนเลย แล้วชั้นก็สบายดี ไม่ต้องเป็นห่วงนะ” พูดจบก็ส่งยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก แต่ทว่าฉายแววความอ่อนเพลียบางๆออกมาด้วย

 

            “งั้นเหรอ..ถ้านายว่างั้น ชั้นก็ว่าตามนาย... เราไปทานอาหารกันหน่อยมั้ย ดูนายจะเพลียๆนะ ตากฝนมาใช่มั้ย หิวหรือเปล่า”

 

            “ฮัน...”

 

            “ครับ?”

 

            “เรา.....”

 

            “....” ฮันคยองสีหน้าไม่สู้ดี เขาเริ่มรู้สึกถึงอาการแปลกๆของคนรัก

 

  “เราเลิกกันเถอะ”

 

“ฮ..ฮีชอล นายว่าอะไรนะ” พูดตอบคนรักเหมือนฟังไม่ถนัด แต่แท้จริงแล้วคำๆนั้นดังก้องในสองหูของเขา ชัดเจนเสียยิ่งกว่าเสียงใดในโลกที่เขาเคยได้ยิน ความรู้สึกเหมือนฟ้าผ่ากลางใจ ข้างในโหวงเหวงว่างเปล่าบอกไม่ถูก

           

“เราเลิกกันดีกว่า ชั้นไม่ได้รักนายแล้ว ชั้นไปก่อนนะ ลาก่อน..” คนหน้าสวยพูดจบก็หันเดินกลับไปทางเดียวกับที่เดินมา โดยไม่หันกลับมาอีก....

           

“ดะ ..เดี๋ยว! ฮีชอล! อย่าไปนะ!! ... ฮีชอล ชั้นรักนาย!!”

 

 

 

 

.

 

 

.

 

 

.

 

 

.

 

“ฮัน .. ชั้นขอโทษ”

 

 

 

ท่ามกลางสายฝนโปรย ร่างหนึ่งจากไปด้วยสีหน้าเย็นชา อีกร่างที่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังก็ทรุดลงกับพื้นพร้อมน้ำตาแห่งความเศร้าที่ไหลออกมาอย่างหยุดไม่ได้ หากแต่สีหน้าเย็นชาของร่างนั้นเป็นสีหน้าที่เสแร้ง ภายในใจของเขาเองก็เจ็บไม่แพ้คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ความรักที่มีให้คนๆนั้นช่างมากมายเหลือเกิน เป็นความรักบริสุทธิ์ที่เขาอาจจะหาไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้ และเป็นเพราะรักนั้นบริสุทธิ์มาก... คนไม่บริสุทธิ์อย่างเขาจึงไม่คู่ควรที่จะได้รับ..เขาจึงเลือกที่จะปล่อยมันไป... สองมือเรียวกำแน่นสั่นริกตลอดทางเดิน แล้วน้ำตาหรือจะกลั้นไหว ใบหน้าที่เคยอวบอิ่มกลับซีดเซียว เปียกชุ่มด้วยสายน้ำอุ่นแห่งความเศร้า ดวงตาที่เคยสดใสแดงก่ำด้วยเส้นเลือดที่ปูดโปน ริมฝีปากขาวซีดด้วยความหนาวเหน็บจากสายฝนที่กระหน่ำตกลงมา...

 

 

ไม่ไหวแล้ว.. ร่างบางพูดในใจ.. ร่างกายของเขาไม่สามารถรับอะไรที่มากมายกว่านี้ได้อีกต่อไปแล้ว... ทั้งความเศร้า ความโกรธ ความเกลียดชัง ความแค้น หรือแม้แต่ความรัก.. ร่างกายและจิตใจของเขารับอะไรไม่ได้อีกแล้ว..

 

 

สองขาทรุดลงกับพื้น ร่างบางคุกเข่าท่ามกลางสายฝน กรีดร้องด้วยแรงเฮือกสุดท้ายก่อนจะฟุบลงกับผืนดิน......

 

 

ฮัน...

 

ชีวอน.....

 

 

ไปก่อนนะ..

 

ดูแลตัวเองกันด้วยล่ะ

 

ฮีชอลไปแล้วนะ.. ไปหาคุณแม่...

 

ฮีชอล...รักฮันนะ รักชีวอน รักที่สุดเลยนะ...

 

รักยิ่งกว่าตัวฮีชอลเอง....

 

           

 

            ฮีชอลขอโทษ ที่เป็นสาเหตุให้ทั้งสองคนไม่ชอบหน้ากัน

            ฮีชอลขอโทษ ที่ทำร้ายจิตใจฮันนะ ฮีชอลเองก็เจ็บเหมือนกัน

            ฮีชอลขอโทษ ที่ไม่ได้บอกชีวอนนะว่าสร้อยนั่นอยู่ที่ไหน

            ฮีชอลขอโทษ....ที่ไม่ได้บอกลา

 

 

ฮีชอลไปแล้วนะ...

 

 

 

“ฮีชอลลูกแม่”

 

“ค..คุณแม่”

 

“ลุกขึ้นสิลูก..กลับไปหาชีวอน”

 

“คุณแม่ครับ ผมไม่ไหวแล้ว ผมรับอะไรไม่ได้อีกแล้วครับ ผมทนไม่ได้”

 

“แม่เชื่อว่าลูกชายแม่เป็นคนเข้มแข็ง ไหนหนูบอกแม่ว่าจะไปอยู่กับชีวอนไงลูก”

 

“แม่ครับ แรงจะยืนผมยังไม่มีเลยนะครับ...”

 

“ชีวอนกำลังจะมา...ลูกต้องหายใจนะ...ต้องอยู่ต่อนะลูกรัก”

 

“แม่ครับ ผมจะไปอยู่กับคุณแม่”

 

“มันยังไม่ถึงเวลานะคะลูก มันยังไม่ถึงเวลา แม่ไปก่อนนะ ลูกต้องหายใจนะ..”

 

“แม่ครับอย่าไป!!!!”

 

 

“ฮีชอล!!!!!!!!! ฮีชอล.. ฮีชอลนายเป็นอะไรไปน่ะฮีชอล... ชั้นจะพานายไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละรอก่อนนะฮีชอล อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ!”

 

 

น้ำเสียงกระวนกระวายดังขึ้นตามมาด้วยร่างเจ้าของเสียง ชเวชีวอนจะวิ่งลงจากรถฝ่าสายฝนลงมาหาร่างบางที่นอนไม่ได้สติอยู่บนฟุตบาท ชายหนุ่มทุลักทุเลอุ้มร่างไร้สติของฮีชอลขึ้นแล้วรีบนำขึ้นรถก่อนจะเหยียบคันเร่งมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลทันที

 

 

 

ชีวอนเหรอ...ชีวอนใช่มั้ย...นายร้องไห้เหรอ...อา...ดีใจจังที่นายมา...ชีวอน...ชั้นหนาว.....

 

 

อา..อุ่นขึ้นแล้ว...ในรถนายใช่มั้ย...ชีวอน..ชั้นขอนอนพักหน่อยนะ..

 

 

 

“ชีวอน..”

 

“หา? ฮีชอล ฮีชอล เมื่อกี๊นายเรียกชั้นใช่มั้ย?”

 

“วอน...หนาว...”

 

“หนาวเหรอฮีชอล ทนหน่อยนะ ทนอีกนิดนะจะถึงโรงพยาบาลแล้วนะ”

 

“วอน...ชีวอน...ฮีชอล...รัก...”

 

“อะไรนะฮีชอล ฮีชอลชั้นว่านายอย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะ รออีกนิดนะเดี๋ยวจะถึงโรงพยาบาลแล้วนะ”

 

“ชั้นรักนาย...”

 

“ฮ...ฮีชอล....”

 

 

 

 

 

 

เวลาผ่านไป

 

ครับ ตั้งแต่วันนั้นผมก็รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ร่างกายผมอ่อนเพลียมากๆ เป็นเพราะสภาพจิตใจของผมด้วยทำให้อาการผมแย่มาก แต่ช่วงที่ผมอยู่โรงพยาบาล ชีวอนก็มาดูแลผมทุกวันเลยครับ ผมเพิ่งรู้เหมือนกันว่าคนที่ผมรักคือชีวอน ฮันคยองผมก็รักครับ แต่ผมไม่รู้สิ ผมรู้สึกไม่เหมือนกับชีวอน.. ฮันคยองมาเยี่ยมผมด้วยนะรู้มั้ย เขาพาแฟนใหม่มาด้วยล่ะ น่ารักเชียว ชื่ออึนฮยอกครับ แต่ทำผมสีแดง ดูไม่ค่อยเรียบร้อยเลย หน้าตาฮันคยองดูมีความสุขดีครับแต่ร่างกายดูผอมลงไปหน่อย สงสัยจะผอมตามอึนฮยอกแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ แต่ผมว่าเด็กคนนี้น่ารักนะครับ เขาต้องดูแลฮันได้ดีกว่าผมแน่ๆเลย ช่วงเวลาที่ผมอยู่ในโรงพยาบาลผมมีความสุขมากๆครับ ผมบอกชีวอนไปแล้วว่าสร้อยอยู่กับคุณแม่ ชีวอนดีใจมากที่รู้ที่อยู่ของสร้อย แล้วเขาก็ดันมาบอกกับผมอีกทีว่าสร้อยนั่นน่ะจริงๆแล้วเป็นของผมตั้งแต่แรก คุณแม่ทำให้ผมแต่ไม่กล้าให้ด้วยตัวเองเลยฝากชีวอนมาให้ ผมโกรธชีวอนไปหลายวันเลยครับ เล่นเหวี่ยงซะขนาดนั้นน่ะ.. วันนั้นผมนึกว่าผมจะตายแล้วเชียว... แต่ก็ดีที่รอดมาได้ แล้วสุดท้ายผมก็ได้มาอยู่กับชีวอนอย่างที่บอกกับคุณแม่ไว้ ชีวอนดูแลผมดีไม่แพ้ฮันเลยครับ ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะคืนดีกันแล้วด้วยสิ ไม่รู้ไปดีกันได้ยังไง ผมล่ะงงจริงๆ คงเป็นเพราะว่าฮันไม่ใช่คนโกรธเกลียดใครง่ายเลยให้อภัยชีวอนได้ง่ายๆ ส่วนชีวอนเองก็รู้สึกผิดในหลายๆเรื่องที่ทำลงไป หงอยไปหลายวันเลยครับ ผมต้องคอยปลอบใจตลอดเลย คิกๆ

 

 

“ฮีชอลลลล มากินข้าวได้แล้ว”

 

“จ้าๆ รอแป๊บนึงนะชีวอน คุยกับคุณแม่อยู่”

 

“คร้าบบบบบบบบบบบ”

 

 

คุณแม่ครับ ขอบคุณนะครับสำหรับทุกๆอย่าง คุณแม่ช่วยไว้เยอะเลย ตอนนี้ผมมีความสุขมากๆ คุณแม่มองผมอยู่หรือเปล่าครับ? ผมคิดถึงคุณแม่นะครับ ขอให้คุณแม่มีความสุขนะครับ ผมรักคุณแม่นะ

 

 

“นี่ชีวอน ตกลงวันนั้นนายไปเจอชั้นได้ยังไงน่ะ”

 

“คุณแม่บอกทาง”

 

“จริงเหรอ?”

 

“ใช่ ดูเหมือนว่าคุณแม่จะเชียร์เราสองคนนะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

 

“นายนี่ ลบหลู่คุณแม่ เดี๋ยวเถอะ ตีปากแตกเลย”

 

“ไม่กลัว ชเวชีวอนก็ลูกรักคุณแม่นะ ฮ่าๆๆๆๆๆ”

 

“แหม ใช่สิ น่าหมั่นไส้จริง”

 

“หมั่นไส้แล้วรักไหมอ่า...”

 

“ไอ้บ้า”

 

“รักไหมอ่า อ่า อ่า...”

 

“อือออออ...รักสิถามได้”

 

“อ๊ายยยยยยยยยยยยยย ฮีชอลของผมน่ารักที่สุด” ว่าแล้วก็ฟอมสักฟอด

 

“จบเถอะฮีชอลรับไม่ไหวแล้วน้า~~~ >[]<”

 

 

 

 

ครับๆจบก็จบ

 

THE END .

 

 

 

 

 

 

 

 

จบแบบงงๆ ศพอิไรท์เตอร์เละไม่มีชิ้นดี... - .. -

 

 

 

Writer talk

มันคุ้มไหมเนี่ยกับการรอคอยเป็นค่อนปี ;A;

มันแซดและงงงวยมากๆใช่หรือไม่เจ้าคะ รีดเดอร์ที่รักมุกเย่ขอโทษ

แต่งไปจะร้องไห้ไปอ่ะ ฮึก เศร้าเหลือหลายสุดจะทน

อารมณ์นี้สงสารพี่ฮีชอลที่สุดในโลก T^T

ตอนแรกจบไม่ถูกเลยค่ะ ไม่รู้จะให้จบยังไงให้คลายปมทั้งหมดได้โดยไรท์เตอร์ไม่ตายเสียก่อน

แต่สุดท้ายก็จบได้ โฮ ซึ้ง T___T

ใช้เวลาแต่งไม่นานมากเท่าไหร่เนาะ สี่โมงถึงสามทุ่มครึ่ง

มันคงเป็นฟิคที่ห่วยที่สุดเท่าที่รีดเดอร์เคยอ่านมาแน่ๆ

จะอย่างไรก็ติชมได้นะคะ แล้วจะพัฒนาฝีมือให้ดีกว่านี้ *ก้มโค้งถึงเข่า*

ขอบคุณมากๆค่ะที่ยังติดตาม ขอบคุณมากจริงๆค่ะ :D